เมื่อพูดถึงเครื่องมือสื่อสารในโลกธุรกิจที่เรียกได้ว่า “จอมบู๊ตะวันออก ปีศาจพิษตะวันตก” ต้องยกให้ DingTalk กับ Slack เลย หนึ่งเป็น “หนุ่มนักบู๊” จากหางโจว ที่มีอาณาจักรอาลีบาบาหนุนหลัง อีกหนึ่งคือ “ศิลปินเทคโนโลยี” จากซิลิคอนแวลลีย์ ใส่กางเกงยีนส์เขียนโค้ด ดูเหมือนจะไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันเลย แต่กลับมาปะทะกันโดยตรงในสนามสำนักงาน DingTalk ปรากฏตัวขึ้นในปี 2014 พร้อมสโลแกน “ทำให้งานง่ายขึ้น” จนกลายเป็นที่นิยมอย่างรวดเร็วในทุกบริษัททั่วจีน ตั้งแต่การลงเวลาเข้างาน การอนุมัติงาน ไปจนถึงการส่งข้อความ Ding ที่ดังขึ้นในกลุ่ม ราวกับควบคุมพนักงานทุกอย่างตั้งแต่หัวจรดเท้า ในขณะที่ Slack เริ่มปฏิวัติการสื่อสารตั้งแต่ปี 2013 ด้วยแนวคิด “ลาก่อนอีเมลนรก” โดยใช้ “ช่อง (Channel)” แทนข้อความกลุ่มที่ยุ่งเหยิง ทำให้วิศวกร นักออกแบบ และทีมการตลาด ต่างมีพื้นที่เป็นของตัวเอง เหมือนคาเฟ่ดิจิทัลในสำนักงาน
DingTalk เหมือนครูใหญ่ที่จุกจิก คอยจับตาดูว่าคุณมาสายสามนาทีหรือเปล่า ส่วน Slack เหมือนผู้อำนวยการฝ่ายความคิดสร้างสรรค์ที่ชอบวาดรูปแผนความคิดบนไวท์บอร์ด สนับสนุนการแลกเปลี่ยนอย่างอิสระ และการต่อเชื่อมปลั๊กอินได้ตามใจ หนึ่งเน้น “การควบคุม” อีกหนึ่งเน้น “การทำงานร่วมกัน” หนึ่งทำให้เจ้านายหลับสบาย อีกหนึ่งทำให้พนักงานสนุกเพลิดเพลิน ทั้งสองมีที่มาและวัฒนธรรมที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง แต่มีเป้าหมายเดียวกัน คือ ช่วยชีวิตการสื่อสารในสำนักงานที่กำลังจะพังครืน ต่อไปนี้ ขอเชิญทุกท่านมาเปิดเสื้อพวกมัน แล้วดูกันว่าข้างในซ่อนเครื่องมือเด็ดอะไรไว้บ้าง
การเปรียบเทียบฟีเจอร์: DingTalk vs Slack
เมื่อพูดถึงเครื่องมือสื่อสารสำนักงาน แค่มีเรื่องราวเบื้องหลังก็ไม่พอ ต้องดูว่าใครจะชนะบนสนามรบได้สำเร็จ! DingTalk และ Slack เมื่อขึ้นเวที เหมือนยอดฝีมือการต่อสู้ ทุกท่าต่างพิสูจน์ฝีมือจริง เริ่มจากส่งข้อความ DingTalk มีฟีเจอร์ “Ding หนึ่งครั้ง” ซึ่งเป็นอาวุธลับของเจ้านาย สามารถส่งเสียง ข้อความ หรือแม้แต่สายเรียกเตือนได้ในคลิกเดียว แม้คุณจะหลบไปเล่นมือถือในห้องน้ำ ก็ต้องถูกปลุกขึ้นมา ไม่มีทางจะเพิกเฉยได้ ส่วน Slack เดินสายเรียบหรู โดยใช้ “ช่อง (Channel)” แบ่งบทสนทนาเป็นหมวดหมู่ ทีมการตลาดคุยการตลาด ทีมพัฒนาเขียนโค้ด หมดปัญหากลุ่มระเบิด ส่วนการแชร์ไฟล์ DingTalk มีคลาวด์ดิสก์ในตัว ลากวางอัปโหลดได้ทันที ยังสามารถร่วมกันแก้ไขเอกสารหลายคนได้ เหมาะกับผู้ที่ชื่นชอบประสิทธิภาพแบบ “คลิกเดียวจบ” แบบจีน ส่วน Slack พึ่งพาการเชื่อมต่ออันทรงพลัง เช่น Google Drive, Dropbox, Notion ที่เชื่อมต่อได้ในคลิกเดียว เหมือนมีดสวิส Army Knife ดิจิทัล ส่วนการประชุมวิดีโอ DingTalk รองรับการเชื่อมต่อได้หลายพันคน รวมการลงเวลาและการประชุมไว้ด้วยกัน ทำให้ทีมงานบุคคลและธุรการยิ้มได้ ขณะที่ Slack พึ่งพาการผสานกับ Zoom อย่างลึกซึ้ง ภาพเสถียร หน่วงต่ำ เหมาะสำหรับการประชุมสากลไม่มีสะดุด ส่วนการจัดการงาน DingTalk มีรายการสิ่งที่ต้องทำและกระดานโปรเจกต์ ส่วน Slack ใช้บอท (เช่น Workflow Builder) เพื่อทำให้กระบวนการทำงานอัตโนมัติ ช่วยคนขี้เกียจได้อย่างดี สรุปคือ หนึ่งเหมือนบ้านพี่เลี้ยงมืออาชีพ อีกหนึ่งเหมือนผู้ช่วยสายเทคนิค ใครดีกว่ากัน ขึ้นอยู่กับว่าคุณต้องการ “บังคับใช้” หรือ “เปิดกว้างสร้างสรรค์”!
ประสบการณ์ผู้ใช้: ใครดีกว่ากัน?
เมื่อเปิด DingTalk เหมือนก้าวเข้าสู่ “ห้างสรรพสินค้าสำนักงานดิจิทัล” ที่ครบครัน ตั้งแต่การลงเวลา การอนุมัติงาน ไปจนถึงรายการสิ่งที่ต้องทำ มีทุกอย่าง แต่บางครั้งก็ทำให้รู้สึกสงสัยว่า กำลังใช้ซอฟต์แวร์สำนักงาน หรือ “ผู้ช่วยชีวิตประจำวันแบบองค์กร” กันแน่ ในทางกลับกัน Slack เหมือนนักออกแบบสไตล์สแกนดิเนเวียผู้ชื่นชอบความมินิมอล หน้าตาสะอาดตา ตัวอักษรจัดวางได้หายใจสะดวก พอเข้าไปแล้วอยากหายใจลึกๆ แล้วพูดว่า “อ่า ตอนนี้ทำงานได้จริงๆ เสียที”
จากการทดสอบจริง Slack มีความเร็วในการตอบสนองเกือบจะ “แค่คิด ข้อความก็ถูกอ่านแล้ว” การเลื่อนหน้าลื่นไหลราวกับเลื่อน Instagram ส่วน DingTalk ก็ไม่แพ้กัน โดยเฉพาะเมื่อได้เซิร์ฟเวอร์จีนหนุนหลัง ผู้ใช้ในพื้นที่แทบไม่รู้สึกถึงความหน่วง แต่หน้าจอมีองค์ประกอบมากไปหน่อย ผู้ใช้ใหม่อาจเกิดความกลัวการเลือก “กดอันนี้แล้วจะระเบิดไหม” ส่วนฟีเจอร์ปรับแต่ง DingTalk เรียกได้ว่า “โรคการจัดโต๊ะทำงาน” สามารถเปลี่ยนธีม เปลี่ยนแอปพลิเคชัน จัดเลย์เอาต์ได้ ส่วน Slack แม้จะค่อนข้างรักษ์โลก แต่ด้วยธีมและการจัดโครงสร้างช่อง ก็ยังสามารถสร้างพื้นที่สื่อสารที่เป็นส่วนตัวได้สูง
- ในด้านมือถือ ทั้งสองรองรับ iOS และ Android แต่แอป DingTalk เหมือนมีดสวิสพกพาหลายฟังก์ชัน ในขณะที่ Slack เหมือนมีดญี่ปุ่นที่แม่นยำ
- ด้านการสนับสนุนลูกค้า DingTalk มีบริการออนไลน์แบบเรียลไทม์และสนับสนุนทางโทรศัพท์ ในขณะที่ Slack พึ่งพาฐานความรู้และระบบตั๋ว ซึ่งในสถานการณ์เร่งด่วนอาจทำให้คนหงุดหงิดได้
สรุปคือ ถ้าคุณชอบควบคุมทุกอย่าง DingTalk คือผู้ช่วยของคุณ แต่ถ้าคุณต้องการความสงบทางจิตใจ Slack อาจเป็นครูฝึกสมาธิของคุณ
ความปลอดภัยและการปกป้องข้อมูลส่วนตัว
ในแวดวงสำนักงาน ความปลอดภัยไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เพราะไม่มีใครอยากให้บทสนทนาลับๆ ของตัวเองรั่วไหลไปทั่วเหมือนข่าวซุบซิบ เมื่อ DingTalk ปะทะกับ Slack สงครามปกป้องข้อมูลครั้งนี้จึงดุเดือด DingTalk เหมือนบอดี้การ์ดใส่เสื้อกันกระสุน ตั้งแต่การเข้ารหัสข้อมูลขณะส่งผ่าน ไปจนถึง การยืนยันตัวตนสองขั้นตอน ป้องกันทุกชั้น และยังรองรับ การติดตั้งแบบส่วนตัว (Private Deployment) ทำให้บริษัทใหญ่สามารถเก็บข้อมูลไว้ในเซิร์ฟเวอร์ของตัวเองได้อย่างมั่นคง แม้แต่ Alibaba Cloud ก็การันตีให้ อย่าลืมระบบ การจัดการสิทธิ์การเข้าถึง ที่ละเอียดยิบ ใครดูไฟล์ได้ ใครดูได้แค่บางส่วน ควบคุมได้เข้มกว่าหัวหน้าเสียอีก Slack เหมือนสายลับที่ถือพาสปอร์ตสากล พึ่งพาใบรับรองนานาชาติอย่าง SOC 2, ISO 27001 ในการเดินทางทั่วโลก ด้านความสอดคล้องตามกฎหมายถือว่าอยู่ในระดับตำราเรียน ข้อมูลส่วนใหญ่จัดเก็บบน AWS มีกลไกการเข้ารหัสที่แน่นหนา แต่โดยค่าเริ่มต้นไม่รองรับการติดตั้งในเครื่องภายในองค์กร สำหรับองค์กรบางแห่งที่ให้ความสำคัญกับอำนาจการควบคุมข้อมูล ก็เหมือนกินข้าวแต่ไม่ได้ตะเกียบ—รู้สึกว่าขาดอะไรไป ส่วนการควบคุมการเข้าถึง Slack มีความยืดหยุ่นในระดับช่อง แต่รายละเอียดการจัดการค่อนข้างเรียบง่าย ไม่ละเอียดถึงขั้น “ใครส่งสติกเกอร์ต่อได้” เหมือน DingTalk สรุปคือ หนึ่งชนะด้วยการป้องกันในประเทศ อีกหนึ่งเดินหน้าด้วยใบรับรองสากล เส้นทางด้านความปลอดภัย ไม่มีทางไหนเดินง่ายเลย
ราคาและการใช้งาน
เมื่อเรากระโดดจากสนามรบด้านความปลอดภัย ลงไปในเหวของกระเป๋าเงิน การต่อสู้ระหว่าง DingTalk กับ Slack ก็กลายเป็นการแข่งขันทางคณิตศาสตร์ว่า “ใครหาเงินเก่งกว่า ใครประหยัดได้ดีกว่า” DingTalk เหมือนลุงเพื่อนบ้านที่เปิดร้านบุฟเฟต์—กินฟรีก็อิ่ม จ่ายเพิ่มก็อิ่มอร่อย รุ่นฟรีมีฟีเจอร์มากมาย รองรับกลุ่มได้สูงสุด 5,000 คน รวมถึงการประชุมวิดีโอและเสียงที่รองรับได้ 100 คน ทำให้ธุรกิจขนาดกลางและเล็กใช้แล้วรู้สึกเหมือนได้ของฟรี แต่ถ้าอยากปลดล็อกสิทธิพิเศษ “DingPan” หรือใช้โดเมนบริษัทเฉพาะ ก็ต้องควักกระเป๋าอัปเกรดเป็นรุ่นโปรหรือรุ่นเรือธง ซึ่งสามารถปรับแต่งกระบวนการทำงานได้ ราวกับบริการตัดชุดสูทระดับ LV สำหรับสำนักงาน
Slack เหมือนนักลงทุนจากซิลิคอนแวลลีย์ใส่กางเกงยีนส์ ดูเหมือนไม่เป็นทางการ แต่เรื่องบิลคิดละเอียด รุ่นฟรีใช้ได้ แต่ถูกจำกัด—ดูข้อความย้อนหลังได้แค่ 90 วัน และเชื่อมต่อแอปภายนอกได้สูงสุด 10 ตัว เหมาะสำหรับทีมเล็กๆ ที่อยากลองของ รุ่นเสียเงินแบ่งเป็น Standard และ Plus โดยรุ่น Plus เน้นการตรวจสอบและนโยบายการเก็บข้อมูลระดับองค์กร ซึ่งเป็นที่โปรดปรานของผู้ที่เน้นความสอดคล้องตามกฎหมาย แต่กลยุทธ์การกำหนดราคาของ Slack ชัดเจนว่าเหมาะกับทีมขนาดเล็กถึงกลาง ถ้าองค์กรใหญ่ต้องการติดตั้งในระดับกว้าง? เตรียมตัวช็อกกับบิลจนกาแฟพุ่งออกมาจากปากได้เลย
บนสนามสากล DingTalk มุ่งเป้าที่เอเชียแปซิฟิก โดยเฉพาะในจีนแทบทุกบริษัท “มีบริษัท ต้องมี Ding” ส่วน Slack ครองตลาดยุโรปและอเมริกา เป็นเครื่องดื่มชีวิตจิตใจของทีมที่ทำงานระยะไกล ใครจะครองโลก? ขึ้นอยู่กับว่า กระเป๋าสตางค์ของคุณกับความทะเยอทะยาน อย่างไหนใหญ่กว่ากัน
DomTech เป็นผู้ให้บริการอย่างเป็นทางการของ DingTalk ในฮ่องกง โดยให้บริการ DingTalk แก่ลูกค้าจำนวนมาก หากคุณต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับแพลตฟอร์ม DingTalk สามารถติดต่อพนักงานบริการลูกค้าออนไลน์ของเราได้โดยตรง หรือติดต่อผ่านโทรศัพท์ (852)4443-3144 หรือทางอีเมล